คำทำนายจากศิลาจารึก[02]

ในบทความ “คำทำนายจากศิลาจารึก[01]” ที่เขียนไปแล้ว คำทำนายนั้น “มั่ว” จนหาสาระและเหตุผลไม่ได้  เนื้อหาที่จะวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปนี้  ยิ่ง “โคตรมั่ว” หนักขึ้นไปอีก

ว่าดังนี้  ชา ตะ มะ สะ ละ วา  พระพุทธชินลิตนี้ ท่านให้เขียนใส่กระดาษ หรือผ้าขาวติดไว้หน้าบ้าน หรือหัวนอน ดังนี้ จะมีอายุยืนยาวจะทันผู้มีบุญชื่อ พระธรรมมิกราช

เมื่อแรกสถิตอยู่เขตอยุธยา  บัดนี้ท่านเสด็จอยู่ล้านช้าง (ภาคอีสานปัจจุบัน) พระธรรมมิกราชา เข้ามาปีกุนเดือน ๑๑ เป็นเที่ยงแท้หนักหนา 

ท่านเสด็จมาในปีระกา แรม ๕ ค่ำ มหากษัตริย์มาทางทิศตะวันตก สมณะชีพราหมณ์ตามมา พอประมาณได้ ๗๖,๔๐๐ รูป ทั่วอาณาจักร

ผมก็ไม่รู้ว่า พระพุทธชินลิตนี้ มาจากไหน มาได้อย่างไร ในคำทำนายอันบ้าๆ บอๆ นี้  ข้อความในส่วนนี้ ไม่ได้เข้าเป็นเรื่องเดียวกันกับ “คำทำนายของพระพุทธเจ้า” แล้ว 

คนเขียนมั่วไปเรื่อยแล้ว  หรือว่า “ความมั่ว” นั้น เป็นจุดเด่นของคำทำนายประเภทนี้  คือ มันยิ่งทำให้คนยิ่งเชื่อง่ายขึ้นไปอีก

คาถาที่ว่า “ชา ตะ มะ สะ ละ วา” มันจะมีความศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้คนอายุยืนยาวได้อย่างไร  แล้วตัวละครที่สร้างขึ้นมาใหม่คือ “พระธรรมมิกราช” เขาเป็นใคร มีบุญบารมีอย่างไร  มีบทบาท ออกมาได้อย่างไร

แล้วตอนแรกเป็นคนไทยอยุธยา แล้วก็ไปอยู่ล้านช้าง ซึ่งมีวงเล็บที่ผิดเสียด้วย

วิกิพีเดีย ท่านว่าไว้ดังนี้ 
อาณาจักรล้านช้าง  เป็นอาณาจักรของชนชาติลาวซึ่งตั้งอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง มีอาณาเขตอยู่ในบริเวณประเทศลาวทั้งหมด ตลอดจนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยมีความเจริญรุ่งเรืองทั้งการเมืองการปกครอง ด้านศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนพระพุทธศาสนา ที่มีพัฒนาการเคียงคู่มาพร้อมกันอาณาจักรอื่นๆใกล้เคียง ทั้งล้านนา สยาม พม่า และเขมร

อาณาจักรล้านช้างเป็นเขตประเทศลาว ไม่ใช่เขตอีสานของไทย  เขตอีสานของไทยเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

เรื่องนี้ในทางประวัติศาสตร์เป็นความจริง  คนอีสานนั้นส่วนใหญ่คิดแปลกแยกกับคนไทย (ทั้งๆ ที่เป็นคนในตระกูลภาษาไท-กะได (Tai-Kadai) ด้วยกัน


ภาพจากวิกิพีเดีย

 คนในภาคอีสานแม้กระทั่งปัจจุบันยังเรียกคนตั้งแต่โคราชมาจนถึงภาคกลางว่า “คนไทย” แสดงว่า แบ่งแยกกันในทางภาษา

ภาคอีสานนั้น สมัยก่อนเรียก “มณฑลลาวกาว”  ปีพุทธศักราช 2436 รัชกาลที่ 5โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อจากมณฑลลาวกาวเป็นมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อให้ห่างจากความผูกพันธ์กับลาว

เรื่องท้าวสุรนารีก็เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น เพื่อให้ขาดกับทางลาว ให้เป็นไทยขึ้นมา เรียกกันว่า “สร้างความเป็นไทย”

ประเทศไทยจริงๆ หรือรัฐชาติไทยจริงๆ นั้น  ในทางประวัติศาสตร์เริ่มนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เปลี่ยนแปลงการปกครองนั่นแหละ

สมเด็จพระบรมนักปราชญ์ ได้ประกาศคาถาว่าดังนี้  นะสัจจัง ทะ คะ ยัง นะ สำ คำ ปัง คอยดูในปีมะโรง คนจะเดินโก่งโค้งคลาน

ทำไมคนจะต้องเดิน “โก่งโค้งคลาน”  ด้วย  อย่างนี้ “เกย์”  ชอบแน่ๆ

ผู้ใดอยากพบผู้มีบุญ ชื่อ ธรรมมิกราช ให้ภาวนา ให้หมั่นรักษาศีล สดับรับฟังพระธรรมเทศนา

จนกระทั่งป่านนี้แล้ว  ผมก็ยังไม่เห็น “ผู้มีบุญ ชื่อ ธรรมมิกราช” ปรากฎตัวขึ้นมาเลย เพราะ ตอนนี้เข้าระยะเวลาของคำทำนายนี้แล้ว 

เห็นแต่บรรดาพวกหลอกลวงประชาชน เช่น ไอ้เควี่ยธัมมชโย สมีนิการ สมียันตระ ฯลฯ เป็นต้น

คอยดูปีมะเส็ง ตลิ่งจะพัง มหาสมุทรจะชอกช้ำ อย่าเที่ยวไปกลางแจ้ง

สงสัยห้ามดูคอนเสริต์ ที่จัดกลางแจ้ง แต่ไปดูในร่มได้ 

ท่านเข้าปีกุน เดือน ๘ เป็นเที่ยงแท้  ผู้ใดไม่เชื่อจะรับอันตราย คอยดูในปีจอ คนจะพ้นภัย 

คำทำนายแบบนี้  มันก็ตลกดีเหมือนกัน ปีกุนมีอันตราย พอเข้าปีจอคนจะพ้นภัย  ก็คนมีภัยมันตายไปแล้วเมื่อปีกุน  อย่างนี้มันก็ถูก  แต่คนไม่เชื่อคำทำนาย จะได้รับอันตราย ส่วนคนเชื่อไม่ได้รับ มันไม่มีเหตุผล

ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างที่ทำนายนี้จริงๆ  ทั้งเชื่อและไม่เชื่อก็โดนไปด้วยกันทั้งนั้น

สะโรนะกา โททายะโม พุทธะตะยะ  ภาวนาทุกค่ำเช้า ผู้นั้นจะมีอายุยืนนาน จะได้เห็นพระธรรมนิกาย (พระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตย) ในปีกุน

เอ้า.......ตัวละครเพิ่มมีอีก 1 ตัวแล้ว  เป็นตัวละครที่เก่าแก่มาก  ใครจะมาเล่นเรื่องนี้ ก็ต้องมีตัวละครตัวนี้ โผล่มาด้วยทุกครั้ง ...



คำทำนายจากศิลาจารึก[01]


ในบทความ “หนังสืออินตก” ผมได้เสนอไปแล้วว่า พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่  คิดไม่เป็น”  เอาแต่ เชื่อลูกเดียวเท่านั้น

ซึ่งจะก่อให้เกิดความซวยติดตัวไปหลายภาพหลายชาติ เพราะ เป็นการกล่าวตู่พระพุทธองค์

เมื่อค้นคว้าเรื่องทำนองนี้มากๆ เข้าในอินเตอร์เน็ต ผมก็ยิ่งอเนจอนาถใจกับคนไทยกลุ่มหนึ่งมากขึ้นไปอีก เพราะ มีการนำเรื่องนี้ไปลงในเว็บต่างๆ เป็นจำนวนมากมาย

เป็นการคัดลอกเพื่อแสดงความโง่ของคนลอกเท่านั้น 

กล่าวคือ ไม่ได้มีการวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์เพื่อชี้นำสังคมแต่ประการใด  เป็นการคัดลอกเพื่อเผยแพร่ความโง่แต่เพียงอย่างเดียว

ในการวิพากษ์วิจารณ์ในส่วนนี้ ผมนำมาจากบทความ “คำทำนายจากศิลาจารึก” จากเว็บของหนังสือพิมพ์พุทธธรรม

ลอกจากศิลาจารึกในมหาวิหารเจตมหาเชตะวัน  ณ สวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย

โดยคณะทูตไทย ที่ไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ  เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๕  ตามคำแปลเป็นภาษาไทย ว่าดังนี้..

เรื่องก็มั่วตั้งแต่ต้นเรื่องเลย “มหาวิหารเจตมหาเชตะวัน  ณ สวนมฤคทายวัน” มันมีอยู่หรือเปล่า ค่อนข้างเป็นที่น่าสงสัย แต่ไม่น่าจะมี เพราะ ในยุคของพระพุทธเจ้านั้น ไม่มีการบันทึกลงในศิลาจารึก

พระไตรปิฎกนั้น ท่องกันมาถึง 500 ปี จึงได้มีการเขียนลงเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วก็น่าจะบันทึกลงใน ใบไม้ตระกูลปาล์ม

การที่ว่าลอกมาจากศิลาจารึกจึงเป็นเรื่องของการแหกตาค่อนข้างแน่นอน

การที่มีเรื่องคณะทูตไทยเข้ามาเกี่ยวข้องก็เพื่อเป็นการสร้างเรื่องให้ดูน่าเชื่อถือ สำนวนอื่นๆ ไม่มีเรื่องของคณะทูตไทย

สาธุ อะระหังตา  สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระเมตตากรุณา สรรพสัตว์ทั่วโลก  ที่เกิดมาแล้วแต่ลำบาก  ทั่วหน้า ทุกชาติ ทุกศาสนา ตามธรรมชาติ

เมื่ออาตมาเข้าพระนิพพาน ไปแล้วครบ ๕,๐๐๐ ปี เป็นที่สุด โลกจะหมุนไปใกล้จะถึง จำนวนที่ตถาคตทำนายไว้

ตรงนี้ คำเรียกตัวเองของพระพุทธเจ้าก็ “มั่ว” แล้ว  คำว่า “อาตมา” นั้น เป็นคำเรียกตัวเองของพระไทย  พระพุทธองค์จะทรงเรียกตัวเองว่า “ตถาคต”  นี่ก็เริ่มมั่วแล้ว

สองพันห้าร้อยปี มนุษย์ และสัตว์ จะได้รับภัยพิบัติครั้งหนึ่งในระยะ ๓๐ ปี

สิ่งที่สาธุชนไม่เคยเจอะเจอจะได้เห็น ไม่เคยพบจะได้พบ ยักษ์หินที่ถูกสาบให้หลับจะตื่น ขึ้นมาอาละวาดยิ่งนัก

ตรงนี้ สงสัยจะอ่านนิทานมากไปหน่อย  มันมีที่ไหนในศาสนาพุทธที่มีการสาปยักษ์ให้เป็นหิน เรามีแต่คำสาปแช่ง ซึ่งก็เป็นเรื่องของคนธรรมดา พระพุทธองค์ไม่เคยทรงสาปแช่งใคร

แล้วยักษ์หินที่มันถูกสาปอยู่  มันออกจากคำสาปมาได้ยังไง  ก็น่าจะบอกเหตุผลให้รู้กันมั่ง

ใกล้กับ พ.ศ. ๒๕๐๐ ยิ่งทวีกันใหญ่ ขึ้นทุกทิวาราตรี มนุษย์นอกศาสนา จะรบราฆ่าฟันกัน จนถึงเลือดนองเต็มพื้นดิน  พื้นน้ำจะลุกลามเผามนุษย์ไม่ขาดระยะ

ต่างฝ่ายต่างทำลาย เหมือนยักษ์กระหายเลือด แผ่นดินจะเป็นเปลวไฟ จะตายไปอย่างละครึ่งหนึ่ง จึงจะเลิกล้ม

ต่างฝ่ายต่างหมดกำลังด้วยกัน  ตามวิสัยยักษ์ร้ายนอกศาสนา ซึ่งถือกำเนิดจากป่าอำมหิต

อันนี้ น่าจะเขียนขึ้นภายหลัง โดยคนเขียนหมายถึง สงครามโลกครั้งที่ 1 กับ ครั้งที่ 2 ซึ่งก็เขียนไม่ตรงกับความจริง

วิกิพิเดียบอกว่า สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทำให้คนตายประมาณ 40 ล้านคน  สงครามโลกครั้งที่สองประมาณ 40 - 70 ล้านคน ไม่ได้ตายกันถึงครึ่ง และฝ่ายชนะก็ไม่ได้หมดกำลัง 

สงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ประเทศอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่เป็นประเทศเกิดใหม่

ส่วนพุทธศาสนิกชน ผู้ที่ทำแต่บุญเดินตามทางตถาคต สามารถระงับร้อนไม่รุนแรง บ้านใดได้บูชาพระโพธิสัตว์ ผ้ากาสาวพัสตร์  ก็จะรับภัยอันตรายเบาบาง

ตรงนี้ก็เพี้ยนไปอีกแล้ว มั่วไปอีกแล้ว  พระพุทธองค์จะทรงไปสนับสนุนการบูชาพระโพธิสัตว์ในสมัยที่พระองค์เผยแพร่ศาสนาอยู่ได้อย่างไร และผ้ากาสาวพัสตร์ จะช่วยให้ภัยอันตรายเบาบางไปได้อย่างไร

ถ้าเป็นเสื้อเกราะ ก็ว่าไปอีกเรื่องหนึ่ง

แต่หนีภัยธรรมชาติไม่พ้น ไฟจะรุกรามมาทางทิศตะวันออก

สมณะชีพราหมณ์  จะอดอยากยากเข็น ลูกไฟจะตกจากฟ้า เหล็กกล้าจะผุดจากน้ำ  สงครามจะเกิดทั่วทิศ 

ตรงนี้ก็มั่วไปอีก  ตกลงคนเขียนจะเอายังไงกันแน่ 

สงครามนั้นไม่ใช่ภัยธรรมชาติ ที่บรรยายมานั้น เป็นภาพการทิ้งระเบิดจากเครื่องบิน เป็นภาพของเรือดำน้ำ

พญานาคจะพ่นพิศเป็นเพลง ทหารจะเป็นเจ้า ข้าวสารจะขาดแคลน ทุกแคว้นจะอดอยาก พลูหมากจะหมดเปลือง สีเหลืองจะชนะ พระยังอยู่คู่เมืองอีกต่อไป สีขาวจะแพ้ภัยในที่สุด

ครุฑจะบินกลับฐาน  คนจะกลับบำรุงพระพุทธเจ้า

ผมนี่ค่อนข้างจะคุ้นเคยกับพญานาคพอสมควร ก็ยังไม่รู้ว่า พญานาคท่านไปเรียนร้องเพลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงจะได้พ่นพิษออกมาเป็นเพลง 



หนังสืออินตก


สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับพุทธศาสนิกชนชาวไทยในปัจจุบันนี้ก็คือ “คิดไม่เป็น”  

พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ จะวิธี “เชื่อลูกเดียว” เชื่อคนดีก็รอดตัว  เชื่อคนชั่วก็ฉิบหายไปอีกหลายร้อยหลายพันชาติ  

ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้ถ้าใครเชื่อ “ไอ้เควี่ยธัมมชโย” เข้าวัดของมันอยู่ บุญบารมีจะถูกมารพลิกเอาไปหมด

เหลือแต่เศษๆ เดนๆ ให้คงชีวิตอยู่ได้เท่านั้น 

ความซวยเพราะ “เชื่อลูกเดียว” ไม่ได้ส่งผลแต่เพียงชาตินี้เท่านั้น แต่ยังส่งผลไปอีกหลายอสงไขยชาติ

เป็นความซวยที่หนักหนาสาหัส เพราะ “คิดไม่เป็น”  เป็นแต่ “เชื่อลูกเดียว” เท่านั้น

เรื่องคำทำนายก็เช่นเดียวกัน  คนไทยไม่ว่าพุทธไม่พุทธก็มักจะเชื่อแบบไม่ลืมหูลืมตา เชื่อแบบฉิบหาย บ้าๆ บอๆ ไปอย่างเดียว

ประเด็นที่ผมจะวิพากษ์วิจารณ์วันนี้ก็คือ “หนังสืออินตก

หนังสือใบลานสี ได้ถูกตกมาในวัดแห่งหนึ่งในจังหวัด อัตตะบือ (ประเทศลาว)

ข้าพเจ้าได้รับรู้จากพระอาจารย์ผู้ทรงศีลองค์หนึ่งเผยแผ่ให้ เลยเถิดความศรัทธาเสียสละทรัพย์พิมพ์แจกจ่าย มายังพี่น้องชาวพุทธทั้งหลาย

เพื่อเป็นกุศล และเพื่อพิจารณาด้วยตนเองถึงเหตุการณ์มหันตภัยของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ซึ่งจะบังเกิดขึ้นตามพุทธทำนายไว้ดังนี้

เรื่องนี้ ไม่ใช่คำทำนายของพระพุทธเจ้า  แล้วการอ้างอย่างนี้ เป็นการ “ตู่พระพุทธองค์”  มีโทษหนักด้วย

ขอย้ำว่า การที่เราจะได้บารมีหรือจะได้รับกรรมนั้น พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ให้ 

ใครทำดีก็ได้บารมี ใครทำชั่วก็ไม่ได้บารมี แต่ได้บาปกรรมไป  การที่ไปช่วยพิมพ์หนังสือเหล่านี้ ขอบอกว่า “ซวยไปด้วย

โลชังชม โทโพโส อินโตกรุณา

พระอินทร์ พรหม ยมราช ได้สั่งไว้ว่า ถ้าบุคคลใดได้รู้แล้ว จงรีบบอกให้คนอื่นฟังหรือพิมพ์แจกตามกำลังศรัทธา

จะเกิดมหากุศลช่วยให้ท่านได้หลุดพ้นจากมหันตภัยพิบัติทั้งปวง

ถ้าบุคคลจะลงมาเกิดพร้อมหนังสือใบลานฉบับนี้ ถ้าใครไม่มีไว้ในบ้านเรือนจะมีภูตผีปีศาจเข้ามาทำลายอย่างแน่แท้

พระอินทร์ พรหม ยมราช แกไปเล่นจดหมายลูกโซ่มาตั้งแต่เมื่อไหร่...... บ้าทั้งนั้น  แล้วหนังสือบ้าๆ อย่างนี้ มันจะกันภูตผีปีศาจได้อย่างไร

ในปีจอถึงปีกุน เมื่อเดือนหงายจะมีงูพิษอยู่บนศีรษะฉกกัดให้ถึงตาย และผู้คนทั้งหลายจะเกิดความเดือดร้อนหลายประการ

สงสัยจะตายเฉพาะ “พวกเฒ่าหัวงู”  แล้วคำทำนาย “ห่าอะไร” ก็ไม่รู้  ถ้างูมันฉกจนตายไปแล้ว แล้วจะเดือดร้อนอะไร ก็ตายห่ากันไปหมดแล้ว

ทุกข์ยากฮ้อน ย้อนศึกสงครามบ่แล้ว
ทุกข์ยากฮ้อน ย้อนน้ำและไฟ
ทุกข์ยากฮ้อน ย้อนอึดข้าวปลาอาหาร
ทุกข์ยากฮ้อน ย้อนผัว-บ่เห็นหน้ากัน
ทุกข์ยากฮ้อน ย้อนมีคนตายตามทุ่งนา
ทุกข์ยากฮ้อน ย้อนบ่มีผู้เฒ่า
ทุกข์ยากฮ้อน ย้อนไปต่างประเทศบ่สะดวก
ทุกข์ยากฮ้อน ย้อนนอนบ่หลับ

อันนี้หมดปัญญาวิเคราะห์เหมือนกัน

ในปีจอนี้ ในเมืองจันทร์จะมีฤๅษีองค์ทองคำสิกขาลาเพศออกมาเป็นพ่อค้า

แล้วฤๅษีองค์นี้ แกเลิกเป็นฤๅษี มันจะเกี่ยวอะไรกับคนไทยและคนลาว  ฤๅษีแกจะออกมาค้ายาบ้าหรือไง.......

ในปีจอขึ้น 8 ค่ำ ห้ามบ่ให้ตักน้ำอาบ น้ำกิน ตามห้วยหนองคลองบึงหลังพระอาทิตย์ตกดิน (ก่อนค่ำ) พระยายมราชจะนำเอายาพิษพ่นใส่โลกมนุษย์

พระยายมราชแกไม่รู้อะไรทำหรือไง  แล้วไปโกรธแค้นมนุษย์กันหนักหนา ถึงจะเอายาพิษมาใส่โลกมนุษย์ 

มนุษย์ไปเป็นชู้กับเมียพระยายมราชหรือไง  คำทำนายเป็นไปไม่ได้ ไม่มีเหตุผลในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ ประการ มั่ว.......พอๆ กับไอ้เควี่ยธัมมชโย

ในปีจอ เมืองกรุงเทพ จะแตกพังทลายตอนเวลาไก่ขัน พระแก้วมรกต หัวเชียงเมี้ยงข้าวเม็ดใหญ่จะกลับสู่เวียงจันทร์

ที่ผมบอกไว้แต่ต้นว่า คนไทย “คิดไม่เป็น”  เป็นแต่ “เชื่อลูกเดียว” เท่านั้น มีแต่โง่ บ้าๆ บอๆ ทั้งนั้นก็ข้อความข้างบนนั้น

คนลาวเขาเกลียดไทยอยู่เรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องพระแก้วมรกต ลาวว่าเป็นของเขา 

คำทำนายนี้ ลาวต้องการ “แช่งไทย”  ไอ้พวกไทยควายๆ ก็เสือกไปเชื่อ  ไม่ได้มีมันสมองส่วนคิดเลย

พระแก้วมรกตนี้ ในทางวิชาธรรมกาย หินที่แกะนั้น หล่นมาจากนิพพานจริงๆ  แล้วแกะกันแถวๆ “เชียงใหม่

ตอนนั้น ยังไม่มีประเทศไทย ยังไม่มีประเทศลาว  ยังไม่มีระบบรัฐชาติแบบสมัยนี้

ในเมื่อปัจจุบันเชียงใหม่อยู่กับประเทศไทย  พระแก้วมรกตก็ควรจะเป็นของไทย 

การที่พระแก้วมรกตไปอยู่กับลาวในยุคหนึ่งนั้น  ยุคก่อนประเทศลาวด้วย ก็เพราะ ตอนนั้น ลาวเวียงจันทร์แข็งแกร่งมาก 

นี่คือ พระคาถาขององค์อินทร์ พรหม ยมราช

ได้เขียนไว้ในใบลาน จงเก็บรักษาไว้ให้ดีเพื่อช่วยหลุดพ้นจากภัยพิบัติได้ในยามเกิดเหตุการณ์มหันตภัย พระคาถาเขียนไว้ว่า ปะโต เมตัง ประระชีมัง สุคะโต จุติ จิตตะ เมตตะ นินะมัง สุคะโต จุติ”

พระคาถาบทนี้เขียนลงใบลาน แผ่นทอง หรือ แผ่นผ้าก็ดี ติดไว้ที่ประตูบ้านหรือในรถหรือโพกศีรษะ ยามเกิดเหตุการณ์จะช่วยให้หลุดพ้นจากภัยอันตราย


ผมขอยืนยันว่า ถ้าจะเขียนหรือจะท่อง “พุทโธ” “สัมมาอะระหัง” สั้นๆ ง่ายๆ ส่งผลดีกว่าคาถาพระอินทร์ที่ว่านั้น อย่างเทียบกันไม่ได้

ในกาลละเวลานี้ เทพเจ้าเหล่าเทวดาผู้รักษาคุ้มครองโลกได้กราบทูลต่อพระอินทร์ว่า มนุษย์โลกทำบุญเพียง 3 ส่วน และทำบาปกรรมถึง 7 ส่วน

เมื่อเป็นเช่นนี้องค์อินทร์จะสั่งลงโทษมนุษย์ผู้ใจบาป ถึง 9 ข้อ นับตั้งแต่ปีจอถึงปีกุน ดังนี้
1. จะให้เกิดพายุลมแรง แผ่นดินไหว
2. จะให้เกิดอัคคีภัย
3. จะให้เกิดอุทกภัย
4. จะเกิดฟ้าผ่า
5. จะเกิดร้อนเกินไป หนาวเกินไป
6. จะเกิดสารพิษต่างๆ
7. จะเกิดกาฬโรคต่างๆ
8. จะเกิดข้าวยากหมากแพง
9. จะเกิดฆาตพยาบาทเบียดเบียนกันเอง

พระอินทร์ทำได้แค่นี้หรือไง........... เหตุการณ์ 9 ข้อดังกล่าวนั้น มันเป็นเหตุการณ์ปกติตามธรรมชาติ  พระอินทร์ท่านไม่ได้ทำ............

มหันตภัย 9 อย่างนี้ จะหลุดพ้นได้โดยเฉพาะผู้มีบุญ คนที่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

รู้แล้วจงบอกต่อกันไปให้รับทำความดีมากๆ ถ้าเลยปีจอ ปีกุน ไปแล้ว ทุกคนพร้อมทั้งลูกหลาน จะได้รับความสุขกายสบายใจทุกคน ให้ทุกคนเคร่งครัดในศีล 5

ให้โคตรมีบุญอย่างไร ข้าวยากหมากแพง มันก็กระทบทุกคน  นี่เป็นเพียงแค่ยกตัวอย่าง  คำทำนายมันมั่วทั้งนั้น

นอกจากหนังสืออินตก ที่ได้กล่าวมาแล้ว

ยังมีพระผู้ทรงศีลอีกองค์หนึ่ง ได้พบเห็นคำสอนที่จารึกไว้ในแผ่นศิลาที่พึ่งพบในภูเขาแห่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าได้เดินธุดงค์วิปัสสนากรรมฐานผ่านไป

ข้อความลงนรกก็คือ แผ่นศิลาจากรึก มันไปเกี่ยวกับการเดินธุดงค์ของพระพุทธเจ้าอย่างไร ไม่ได้มีความเป็นเหตุเป็นผลอะไรเลย

พระผู้ทรงศีลกล่าวว่า พี่น้องทั้งหลาย ถ้าไม่เชื่อก็สุดแล้วแต่ดวงจิต เพราะถึงเวลาแล้วที่สวรรค์จะไม่มีความลับ

ถ้าท่านเชื่อก็เป็นกุศลรู้เพียงเท่านี้ ข้าพเจ้าจึงขอบอกเล่าสู่ท่านฟังตามคำกล่าวของพระผู้ทรงศีลรูปนี้ว่า

ในแผ่นศิลาได้เขียนไว้โดยพระมหากัสสปะว่า ในปีระกา ปีจอ ปีกุล เดือน 7-8 จะเกิดเหตุการณ์ร้ายตามถนนหนทาง

ในเดือน 9-10 คนใจบาปจะถูกล้างผลาญให้หมดไป มีบ้านแต่ไม่มีคนอยู่มีข้าวแต่ไม่มีคนกิน มีทางแต่ไม่มีคนเดิน

อ้าว........... ลามไปถึงพระมหากัสสปะเข้าอีก ในสมัยพระพุทธเจ้า เขาใช้ท่องจำกันอย่างเดียว มีไม่การจารึกไว้ในหิน

สุดท้าย พระผู้ทรงศีลได้กล่าวย้ำถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหนังสืออินทร์ตกเพิ่มเติมว่า

ถ้าท่านผู้เคารพบูชาหรือบนว่าจะบอกแก่ผู้อื่นหรือพิมพ์แจกจ่ายให้สาธุชนทั้งหลายได้รับรู้แล้วท่านปรารถนาสิ่งใดจะได้สมใจนึก จะปราศจากภัยพิบัติทั้งปวงตลอดไป ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

ผมขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ใครก็ตามช่วยพิมพ์หนังสือบ้าๆ บอๆ นี้ ตกนรกอย่างเดียว เพราะ เป็นการตู่พระพุทธเจ้า